ข่าวรอบโลก

เฟซบุ๊ก กับวิกฤตข้อมูล บนยอดภูเขาน้ำแข็ง

วิกฤตการณ์การรั่วไหลของข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งาน “เฟซบุ๊ก” ที่ถูกบริษัทบุคคลที่ 3 นำไปใช้หาประโยชน์ กลายเป็นประเด็นระดับโลกที่ทำให้ “มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเฟซบุ๊กต้องออกมาขอโทษและยอมรับกับความผิดพลาดหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา

ซักเคอร์เบิร์กยืนยันว่าจะควบคุมระบบระเบียบในการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้งานโดยบุคคลที่ 3 ให้เข้มงวดมากขึ้น

สล็อตออนไลน์

ทว่า นั่นก็ทำให้เกิดคำถามที่กว้างออกไปว่า ในเวลานี้ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ต เว็บไซต์ แอพพลิเคชั่นทั่วโลกถูกเก็บข้อมูลของผู้ใช้งานไปมากเท่าใดแล้ว

ทำอย่างไรข้อมูลของเราจะไม่ถูกนำไปใช้ประโยชน์โดยไม่รู้ตัว และเราจะสามารถลบข้อมูลเหล่านั้นได้อย่างไรพาเดรียก เบลตัน และเมตธิว วอลล์ ผู้สื่อข่าวสายเทคโนโลยีและเศรษฐกิจของบีบีซี รายงานไว้ในบทความที่มีชื่อว่า “กรณีอื้อฉาวเฟซบุ๊ก : ใครบ้างที่มีข้อมูลของคุณ?” สรุปไว้ชัดเจนว่า ข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับก็คือ “การเก็บเกี่ยวข้อมูลผู้ใช้งานนั้นเป็นอุตสาหกรรมมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ”

ข้อสรุปดังกล่าวมีที่มาจากบรรดานักเคลื่อนไหวเพื่อความเป็นส่วนตัวและบริษัทเทคโนโลยีในวงการ ที่ยืนยันตรงกันว่าบริษัทหลายพันแห่งนั้นกำลังทำธุรกิจจากการเก็บเกี่ยวข้อมูลไม่เพียงผ่านพฤติกรรมทางออนไลน์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงพฤติกรรม “ออฟไลน์” ด้วย

เช่น การใช้จ่ายผ่านบัตรสมาชิก บัตรเครดิต หรือการติดตามอุปกรณ์มือถือผ่านสัญญาณไว-ไฟ เป็นต้น และนั่นเกือบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับข้อมูลของเราบ้าง

จากข้อมูลของคณะกรรมการการค้าแห่งรัฐ (เอฟทีซี) ของสหรัฐอเมริกา ระบุว่าบริษัทนายหน้าขายข้อมูลในสหรัฐมีจำนวนมากถึง 4,000 แห่ง

บริษัทใหญ่ที่สุดอย่าง Acxiom เพียงแห่งเดียวมีรายงานว่ามีการเก็บข้อมูลผู้บริโภคถึง 700 ล้านคนทั่วโลก มีข้อมูลทั้งเพศ วัย การศึกษา จำนวนบุตร ขนาดบ้าน ความสูง น้ำหนัก หรือแม้กระทั่งสัตว์เลี้ยง

ไม่เพียงแต่ยากที่จะรู้ว่าข้อมูลอะไรของเราบ้างที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์เท่านั้น แต่มันยังยากเช่นกันที่จะรู้ได้ว่าข้อมูลเหล่านั้นถูกต้องเพียงใด

jumboslot

พาเมลลา เดกซอน ผู้อำนวยการบริหารองค์กรการประชุมความเป็นส่วนตัวโลก (World Privacy Forum) อีกกลุ่มองค์กรเรียกร้องสิทธิความเป็นส่วนตัวระบุว่า หลังจากตนเช็กข้อมูลของตัวเองจากบริษัทขายข้อมูลเหล่านั้นกลับพบว่าข้อมูลนั้นผิดเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นรายได้ สถานภาพแต่งงาน รวมถึงความชอบส่วนตัว

ซูซาน ไบเดล นักวิเคราะห์ข้อมูลที่บริษัท “ฟอร์เรสเตอร์ รีเซิร์ช” ในนครนิวยอร์ก หนึ่งบริษัทนายหน้าขายข้อมูลของสหรัฐระบุว่า ความเข้าใจพื้นฐานในอุตสาหกรรมขายข้อมูลนั้นเชื่อว่าข้อมูลเหล่านี้ถูกต้องเพียง 50 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ทว่า นั่นก็ถือว่ามีความสำคัญสำหรับแบรนด์สินค้าต่างๆ ที่จะนำไปใช้เพื่อทำให้แน่ใจว่าเงินแต่ละบาทแต่ละสตางค์ที่ใช้ไปในการโฆษณานั้นคุ้มค่า

นอกจากนั้นแล้วข้อมูลผู้บริโภคซึ่งเคยมีการเก็บแบบออฟไลน์ย้อนหลังไปกว่า 100 ปี พัฒนามาสู่การให้ “คะแนนเครดิต” ที่ทำให้เราถูกเลือกปฏิบัติตามความสวยหรูของคะแนนดังกล่าว โดยองค์กรการประชุมความเป็นส่วนตัวโลกระบุว่า ข้อมูลดังกล่าวอาจทำให้เราได้รับการพิจารณาอนุมัติเครดิตการ์ดหรือการจดจำนองได้ง่ายขึ้น หากมีคะแนนเครดิตที่ดี ทว่าก็จะถูกปฏิเสธการสัมภาษณ์งาน ส่วนลด ของแถม และโอกาสอื่นๆ ได้เช่นกันหากคะแนนเครดิตนั้นอยู่ในระดับต่ำ

ปัจจุบันการเก็บข้อมูลส่วนใหญ่ซึ่งย้ายแพลตฟอร์มจากออฟไลน์สู่ออนไลน์เป็นการเก็บแบบองค์รวมและนิรนาม ทว่าบางกรณีก็ไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป และส่วนใหญ่เป็นผลจากการ อนุมัติ “ข้อตกลงและเงื่อนไข” ในผลิตภัณฑ์ออนไลน์โดยที่ไม่ได้อ่านรายละเอียดก่อน

ทว่าบรรดาข้อตกลงและเงื่อนไขในมุมมองของผู้ใช้งานนั้นอาจเป็นสิ่งที่ยุ่งยากหากต้องอ่านทำความเข้าใจ

นักวิจัยจาก “มหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน” ในสหรัฐระบุว่า หากผู้ใช้งานต้องอ่านนโยบายความเป็นส่วนตัวที่ต้องพบเจอในโลกออนไลน์ทั้งหมด อาจต้องใช้เวลา 8 ชั่วโมงต่อวันต่อเนื่องเป็นเวลา 76 วันจึงจะอ่านได้ทั้งหมด ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่นักเคลื่อนไหวเพื่อความเป็นส่วนตัวระบุว่าเป็นหน้าที่ของบริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์ที่จะต้องปกป้องข้อมูลของลูกค้า

ไม่เฉพาะแต่โซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรือแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ตโฟนเท่านั้นที่เก็บข้อมูลของเรา เว็บไซต์ทั่วๆ ไปรวมไปถึงเว็บไซต์ข่าว อย่างเช่น “นิวยอร์กไทม์ส” ที่พึ่งพาระบบ “แอดเทค” ระบบโฆษณาที่พึ่งพิงการติดตามพฤติกรรมผู้ใช้ผ่าน “เทร็กเกอร์” ที่ถูกซ่อนไว้บนเว็บไซต์หลายสิบจุด

ชัดเจนว่าการรั่วไหลของข้อมูลผู้ใช้งานเฟซบุ๊กที่ตกไปอยู่ในมือของ “บริษัทเคมบริดจ์ อนาไลติกา” ที่ถูกนำไปใช้เป็นประโยชน์กับการหาเสียงของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐนั้นกลายเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง

เครดิตฟรี

ยังคงมีการเก็บข้อมูลการใช้งานโดยที่เราไม่รู้ตัวอีกมากมายในโลกยุคออนไลน์ซึ่งยากที่จะเลี่ยงได้พ้น[ ฝันที่เป็นจริงของมาลาลา หรือเครื่องมือทางการเมือง?]การกลับไปเหยียบมินโกรา ภูมิลำเนาเกิดของมาลาลา ยูซาฟไซ เด็กสาวชาวปากีสถาน เจ้าของร่วมรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2557 ในช่วงเวลาอันสั้นๆ ที่ไม่ได้มีการป่าวประกาศให้สาธารณชนได้รับรู้ล่วงหน้า เป็นสิ่งที่เจ้าตัวบอกว่าเป็น “ความฝันที่กลายเป็นจริง” ในระหว่างที่มาลาลาได้มีโอกาสไปเยือนทำเนียบนายกรัฐมนตรีในกรุงอิสลามาบัด เมื่อวันพฤหัสฯ (29 มีนาคม) ที่ผ่านมา ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากมาลาลาเหยียบแผ่นดินมาตุภูมิ

เป็นการกลับมาบ้านเกิดเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 5 ปี หลังจากร่างของมาลาลาถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลในประเทศอังกฤษ จากอาการบาดเจ็บสาหัสปางตาย เหตุจากการถูกสมาชิกกลุ่มติดอาวุธทาลิบันในปากีสถานดักยิงโจมตีในขณะที่เธอกำลังนั่งรถโรงเรียนกลับบ้านในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 ตุลาคมปี 2555

โดยกระสุนปืนฝังเข้าที่ศีรษะของมาลาลา จนเธอเกือบไม่รอด

ซึ่งปมเหตุของการถูกดักยิงมาจากการออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิทางการศึกษาของเด็กผู้หญิงในปากีสถานของมาลาลา

เรื่องราวการต่อสู้เพื่อสิทธิทางการศึกษาของเด็กผู้หญิงอย่างห้าวหาญโดยไม่เกรงกลัวต่อภัยมืดที่มุ่งหมายจะเอาชีวิตของมาลาลา ได้จุดความสนใจของผู้คนทั่วโลกและการเดินหน้าต่อสู้ในเรื่องนี้ต่อไปหลังจากที่เธอมีอาการดีขึ้นแล้วยังส่งผลให้มาลาลาได้รับการเชิดชูเกียรติให้ได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพ ซึ่งถือเป็นรางวัลทรงเกียรติอันยิ่งใหญ่รางวัลหนึ่งในเวทีโลก

และยังเป็นผลให้มาลาลาถูกจดจารในฐานะเป็นเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพที่มีอายุน้อยที่สุดซึ่งขณะนั้นเธอมีอายุเพียง 17 ปีด้วย

แน่นอนว่า มินโกรา เมืองการค้าในเขตสวัต พื้นที่ที่เคยเป็นเขตอิทธิพลของกลุ่มติดอาวุธทาลิบัน เป็นจุดหมายปลายทางสำคัญที่สุดของมาลาลาในการกลับมาปากีสถานครั้งนี้

โดยหลังจากที่เธอได้พบนายกรัฐมนตรีปากีสถานที่ทำเนียบในกรุงอิสลามาบัดแล้ว มาลาลาพร้อมพ่อแม่และน้องชายอีก 2 คน ได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ที่ทางกองทัพปากีสถานจัดเตรียมไว้ให้เดินทางไปยังเมืองมินโกรา

โดยที่กำหนดการเดินทางและกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในทริปนี้ทั้งหมดของมาลาลาถูกปกปิดเป็นความลับ

และมีขึ้นภายใต้การอารักขาคุ้มกันอย่างเข้มข้นสูงสุดของกองทัพปากีสถาน

เรียกว่าเป็นการควบคุมผู้คนที่จะเข้าถึงตัวมาลาลาและอาจยังเป็นการจำกัดการเข้าถึงผู้คนของตัวมาลาลาเองด้วย ซึ่งไม่ได้เป็นสิ่งที่เธอพึงปรารถนา!

บีบีซี สื่ออังกฤษภาคภาษาอูรดู ได้มีโอกาสพูดคุยกับฟารีดุล ฮัค ฮัคคานี ชายชาวเมืองมินโกรา ผู้ที่มาลาลาเรียกว่า “ลุง” ซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านหลังที่มาลาลาเคยอยู่กับครอบครัวในมินโกราก่อนที่จะเธอจะถูกยิง

ฟารีดุลบอกเล่าถึงการที่เขาได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับมาลาลา ที่มาหาเขาที่บ้าน มาลาลาบอกว่า “หนูจะกลับมาอีกในปีหน้า และจะมาโดยไม่ต้องมีการรักษาความปลอดภัย”

ฟารีดุลยังบอกต่อว่า พอมาลาลา พ่อแม่และน้องชายก้าวเข้ามาภายในบ้าน พวกเขาต่างน้ำตาซึม พ่อของมาลาลาก้มลงจูบผืนดิน และหยิบก้อนดินขึ้นมาถูตา (เป็นการขอบคุณแผ่นดิน)

ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาหลายนาทีทีเดียวที่บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบงันภายใต้ความตื้นตันใจ

ก่อนที่มาลาลาและครอบครัวจะพูดคุยไต่ถามสารทุกข์สุกดิบและความเป็นไปของญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงและคนรู้จักคุ้นเคยกันในช่วงเวลากว่า 5 ปีที่ห่างหายกันไป

การได้มีโอกาสกลับมาบ้านเกิดของมาลาลา แม้จะนำพามาซึ่งความสุขและความยินดีปรีดาของครอบครัวญาติพี่น้องของมาลาลา ทว่าก็ยังสร้างความผิดหวังให้กับบรรดานักเคลื่อนไหวทางการเมืองและกลุ่มนักเคลื่อนไหวในโลกออนไลน์ที่ต่างอยากพบอยากพูดคุยกับมาลาลา เพื่อสะท้อนถึงปัญหาความเป็นไปที่มีอยู่ในประเทศ ภายใต้ความหวังว่ามาลาลาจะเป็นกระบอกเสียงให้โลกรับรู้ถึงปัญหาในปากีสถาน แต่พวกเขาถูกปิดกั้นโอกาสนั้นด้วยเหตุผลเพื่อความปลอดภัยของมาลาลา

สล็อต

นั่นหมายความว่า แม้การกลับมาดินแดนบ้านเกิดของมาลาลาได้ทางหนึ่งจะเป็นสัญญาณชี้ให้เห็นถึงสภาพความมั่นคงปลอดภัยในประเทศปากีสถานที่ปรับปรุงดีขึ้น

แต่ในอีกทางหนึ่งการเคลื่อนไหวไปยังที่ใดของมาลาลาต้องอยู่ภายใต้การอารักขาคุ้มครองของกองทัพและกำหนดการของเธอยังถูกปกปิดเป็นความลับ

นั่นยังแสดงให้เห็นว่าภัยคุกคามอันตรายยังคงมีอยู่

นักสังเกตการณ์บางคนยังมองวิเคราะห์ไปถึงการกลับมาปากีสถานของมาลาลาในครั้งนี้ภายใต้การประสานดูแล การอำนวยความสะดวกให้ของรัฐบาลและกองทัพปากีสถานว่ายังอาจเป็นแผนการหนึ่งที่ต้องการทำให้ภาพลักษณ์ของปากีสถานดูดีขึ้นในความพยายามที่จะลดความตึงเครียดของปากีสถานที่มีอยู่กับสหรัฐอเมริกาลง หลังจากเมื่อเร็วๆ นี้ปากีสถานถูกสหรัฐตัดเงินช่วยเหลือทางทหารไป

แต่ไม่ว่าการกลับมาแผ่นดินเกิดของมาลาลาจะกลายเป็นวาระซ่อนเร้นของใครหรือไม่ แต่มาลาลา จากเด็กหญิงนักต่อสู้ตัวน้อยสู่หญิงสาวในวัยบรรลุนิติภาวะแล้ว

ตั้งมั่นว่าสักวันหนึ่งหลังจากเธอเรียนจบแล้ว เธอจะกลับมาอยู่บ้านเกิดที่มินโกราของเธอโดยไม่ต้องหวั่นกลัวต่ออิทธิพลใดๆ ในการสานต่อเจตนารมณ์ของตนเองในการทำให้เด็กผู้หญิงทุกคนได้เรียนหนังสือ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *