ข่าวรอบโลก

เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ เจอ “นารีพิฆาต”

ในขณะที่รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา กำลังปั่นป่วนกับการไล่คนออกบ้าง เจ้าหน้าที่ระดับสูงลาออกบ้าง อันเนื่องมาจากความเห็นขัดแย้งไม่ลงรอยกับท่านทรัมป์เป็นส่วนใหญ่

ทรัมป์ก็ต้องเจอกับเรื่องฉาวๆ เข้าอย่างจัง

สล็อตออนไลน์

เมื่อ “สตอร์มี แดเนียลส์” ดาราโป๊รุ่นใหญ่ ออกมาแฉว่า เธอเคยมีสัมพันธ์สวาทกับท่านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ก่อนที่ทรัมป์จะได้รับเลือกขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ

สตอร์มี แดเนียลส์ หรือชื่อจริงคือ สเตฟานี คลิฟฟอร์ด ให้สัมภาษณ์ในรายการ “60 มินิตส์” ซึ่งมีแอนเดอร์สัน คูเปอร์ เป็นพิธีกร และแพร่ภาพเมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา เปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวกับสัมพันธ์สวาทระหว่างเธอกับทรัมป์เอาไว้อย่างละเอียด

โดยแดเนียลส์บอกกับคูเปอร์ว่า เรื่องราวของเธอกับทรัมป์เกิดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2006 หลังจากได้พบกันในงานกอล์ฟของเหล่าคนดัง ซึ่งจัดขึ้นที่ทะเลสาบทาโฮ และมีคนแนะนำเธอให้กับทรัมป์ได้รู้จัก และทรัมป์ก็ได้เชิญเธอไปห้องพักสุดหรูในโรงแรมของเขา

ตอนนั้นแดเนียลส์อายุ 27 ปี ส่วนทรัมป์อายุ 60 ปี

แดเนียลส์เล่าถึงเหตุการณ์ในคืนนั้นว่า เป็นการพูดคุยเรื่องราวต่างๆ ทั้งหมดที่เกี่ยวกับทรัมป์ และทรัมป์ยังบอกให้แดเนียลส์ดูภาพของเขาบนปกนิตยสาร ก่อนที่เรื่องราวจะเลยเถิดไปจนมีเพศสัมพันธ์ด้วยกันในคืนนั้นเอง

ซึ่งก่อนหน้าที่แดเนียลส์จะมีเพศสัมพันธ์กับทรัมป์ไม่กี่วัน เมลาเนีย ภรรยาของทรัมป์เพิ่งจะคลอดลูกชายออกมา ซึ่งตัวแดเนียลส์เองก็ได้ถามเกี่ยวกับเรื่องการคลอดลูกของเมลาเนีย แต่ทรัมป์กลับบอกปัด และบอกเพียงว่า “เราแยกห้องกันอยู่”

แดเนียลส์บอกด้วยว่า การมีเพศสัมพันธ์ในคืนนั้น เป็นการมีเพศสัมพันธ์แบบ “ไม่ป้องกัน”

และหลังจากนั้นแดเนียลส์ก็ยังคงติดต่อกับทรัมป์อยู่เรื่อยๆ เพราะทรัมป์บอกว่า เขาจะพยายามนำเธอเข้าไปในรายการ “ดิ แอพเพรนทิซ” เรียลลิตี้โชว์ที่ทรัมป์เป็นพิธีกรอยู่ในตอนนั้น ซึ่งแดเนียลส์เองก็มองว่า เป็นเรื่องของข้อตกลงทางธุรกิจ

jumboslot

แต่ก็ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กันอีกเลย

แดเนียลส์บอกว่า ทรัมป์ไม่เคยขอให้เธอต้องปกปิดเรื่องราวเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์กับเธอเลย

กระทั่งในปี 2011 ที่แดเนียลส์ตกลงจะขายเรื่องราวชีวิตของเธอในราคา 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ นำไปสู่การที่แดเนียลส์ถูกคุกคาม โดยขณะที่เธออยู่ที่จอดรถแห่งหนึ่งในนครลาสเวกัส เพื่อจะไปเข้าคลาสฟิตเนส โดยมีลูกสาวตัวน้อยอยู่ในรถเข็นเด็กด้วย ก็มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเธอแล้วพูดว่า “ปล่อยทรัมป์ไป ลืมเรื่องราวทั้งหมด”

หลังจากนั้นชายคนดังกล่าวก็มองไปที่ลูกสาวของแดเนียลส์ ก่อนจะพูดว่า “เด็กสาวตัวน้อยผู้สวยงาม คงจะเป็นเรื่องน่าอายถ้าเกิดเรื่องบางอย่างกับแม่ของเธอ”

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้แดเนียลส์ถึงกับกลัวจนตัวสั่นและทำอะไรไม่ถูก

เรื่องราวผ่านไปจนถึงช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อปี 2016 ที่ทรัมป์เป็นตัวแทนของพรรครีพับลิกันในการชิงชัยดังกล่าว โดย 11 วันก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ แดเนียลส์ถูกพาตัวไปยังตึกทรัมป์ ทาวเวอร์ และได้รับเงิน 130,000 ดอลลาร์สหรัฐจากนายไมเคิล โคเฮน ทนายความส่วนตัวของทรัมป์ ที่ขอให้แดเนียลส์ปิดปากเงียบเกี่ยวกับเรื่องสัมพันธ์ระหว่างเธอกับทรัมป์

และทำข้อตกลง “ไม่เปิดเผยข้อมูล” ระหว่างกันเอาไว้ ซึ่งตอนนี้แดเนียลส์เองพยายามที่จะหาทางหลุดพ้นจากข้อตกลงดังกล่าวอยู่

เพราะโคเฮนยืนยันว่า แดเนียลส์จะต้องจ่ายเงินอย่างน้อยตอนนี้ 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากละเมิดข้อตกลงที่ให้ไว้ ที่มีรายละเอียดว่า แดเนียลส์จะต้องจ่ายเงิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อการละเมิดข้อตกลง 1 ครั้ง

แม้ว่าโคเฮนจะยืนยันว่า เงินจำนวน 130,000 ดอลลาร์ที่ให้แดเนียลส์ไปเป็นเงินของตัวเอง แต่การกระทำดังกล่าวนำไปสู่ข้อกล่าวหาเรื่องการจ่ายเงินโดยผิดกฎหมายในช่วงการหาเสียง

อย่างไรก็ตาม เรื่องของสาวๆ รอบตัวท่านประธานาธิบดีทรัมป์ ไม่ได้มีแค่เรื่องของแดเนียลส์คนเดียวเท่านั้น เพราะการให้สัมภาษณ์รายการ “60 มินิตส์” ของแดเนียลส์ มีขึ้นไม่กี่วันหลังจาก “คาเรน แม็กดักลาส” อดีตนางแบบเพลย์บอย ออกมาเปิดเผยกับซีเอ็นเอ็น เกี่ยวกับความสัมพันธ์ยาวนานเป็นเดือนระหว่างเธอกับทรัมป์ ที่แม็กดักลาสระบุว่า “เป็นความสัมพันธ์ที่จริงจัง” และยังได้ยื่นเรื่องฟ้องร้องที่ลอสแองเจลิส เพื่อยื่นเรื่องขอให้มีคำสั่งให้ข้อตกลงที่จะปกปิดเป็นความลับกับบริษัท อเมริกัน มีเดีย อิงก์ บริษัทที่เป็นเจ้าของแท็บลอยด์ เนชั่นแนล เอ็นไควเรอร์ “เป็นโมฆะ”

ส่วนผู้หญิงคนที่ 3 คือ ซัมเมอร์ เซอร์วอส อดีตผู้เข้าแข่งขันในรายการ ดิ แอพเพรนทิซ ที่ยื่นเรื่องฟ้องร้องที่ศาลนิวยอร์กว่า ทรัมป์บังคับให้เธอมีเพศสัมพันธ์ด้วยโดย “ไม่เต็มใจ” เมื่อปี 2007 หลังจากเธอไปร่วมในรายการของทรัมป์

เครดิตฟรี

เรียกได้ว่าทรัมป์กำลังเจอกับปฏิบัติการ “นารีพิฆาต” ที่สุ่มเสี่ยงต่อความเชื่อมั่นที่ไม่ค่อยจะมีอยู่แล้วให้ลดน้อยถอยลงไปอีก ขณะเดียวกันก็ยังต้องสู้รบปรบมือกับเรื่องการเมืองที่ยังคงเข้มข้นอย่างต่อเนื่อง

ทรัมป์จะไปรอดหรือไม่ ต้องรอดูกันต่อไป
[: สายลับใต้หน้ากากนักการทูต นโยบายที่ไม่ใช่เพียง “รัสเซีย]
เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาและพันธมิตรอย่างสหภาพยุโรป (อียู) ประกาศขับนักการทูตชาวรัสเซียครั้งใหญ่ ขานรับเสียงเรียกร้องของ “อังกฤษ” หลังเกิดเหตุอดีตสายลับสองหน้าชาวรัสเซีย “เซร์เก สกรีปาล” และลูกสาว “ยูเลีย” ถูกสารพิษทำลายระบบประสาท “โนวิชก” สารพิษที่พัฒนาโดยอดีตสหภาพโซเวียต จนมีอาการสาหัส ที่เมืองซอลส์บรี ประเทศอังกฤษ

สหรัฐอเมริกาและพันธมิตรอย่างอียู รวมไปถึงออสเตรเลีย ขับเจ้าหน้าที่ทูตชาวรัสเซีย ประเทศที่อังกฤษระบุว่าอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ดังกล่าวออกจากประเทศแล้วรวมกว่า 100 คน

นอกจากจะนับเป็นการขับเจ้าหน้าที่ทูตครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามเย็นแล้ว

ยังเน้นย้ำให้เห็นอีกเช่นกันว่า การส่ง “สายลับภายใต้หน้ากากนักการทูต” ไปยังประเทศเป้าหมายนั้นยังคงเป็นยุทธวิธีที่ยังคงมีอยู่อย่างกว้างขวาง

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐเปิดเผยกับสำนักข่าวเอพีว่า มีสายลับรัสเซียที่อยู่ภายใต้หน้ากากนักการทูตปฏิบัติภารกิจสืบหาข่าวบนแผ่นดินสหรัฐจำนวนมากถึง 100 คน ขณะที่สหรัฐประกาศขับคนจำนวนนี้ออกไป 60 คน คงเหลืออยู่อีก 40 คนที่ยังคงสามารถเดินทางในกรุงวอชิงตันได้อย่างเสรี แต่หากต้องเดินทางไปเมืองอื่นจะต้องมีเอกสารรับรองจากกระทรวงต่างประเทศรัสเซีย

คำถามคือ ในเมื่อสหรัฐรู้ว่าคนเหล่านี้คือสายลับ ทำไมจึงไม่ขับออกนอกประเทศไปให้หมด?

ผู้เชี่ยวชาญให้คำตอบเอาไว้ว่า การจารกรรมนั้น แม้จะคลุมเครือ อาจเป็นที่รังเกียจ และส่วนใหญ่มักผิดกฎหมายตามแนวปฏิบัติในระดับนานาชาติ

แต่เกือบทุกๆ ประเทศมีปฏิบัติการหาข่าวอย่างลับๆ บนแผ่นดินชาติอื่นๆ และแม้จะไม่ทั้งหมด แต่ส่วนใหญ่มีการส่งสายลับไปยังต่างประเทศเป้าหมายภายใต้หน้ากากนักการทูต

“สถานเอกอัครราชทูตและคณะทูตถูกใช้ในภารกิจจารกรรมในผืนแผ่นดินของชาติศัตรูมาเป็นเวลานานหลายร้อยปี” นายพลคริสโตเฟอร์ คอสตา อดีตทหารกองทัพบกสหรัฐ ผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการบริหารพิพิธภัณฑ์สายลับนานาชาติในกรุงวอชิงตันสหรัฐอเมริกา ระบุ

และว่า แม้สายลับจะถูกพบตัว แต่ก็มักจะถูกติดตามสังเกตอย่างระมัดระวังเพื่อสืบหาข้อมูลเพิ่มเติมแทนที่จะเป็นการเปิดโปงและขับไล่ออกนอกประเทศไป

นอกจากนี้ ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่สหรัฐไม่กวาดล้างบรรดาสายลับรัสเซียที่มีฉากหน้าเป็นนักการทูตออกไปทั้งหมด เหตุผลที่ว่าก็คือ สหรัฐก็ร่วมเล่นในเกมนี้ด้วยเช่นกัน

สล็อต

เมื่อใดก็ตามที่ประเทศใดประเทศหนึ่งขับตัวแทนของอีกประเทศ เป็นที่รู้กันว่าอีกชาติหนึ่งจะดำเนินการในลักษณะเดียวกันตอบโต้ เช่นที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2559 รัฐบาลบารัค โอบามา ขับเจ้าหน้าที่ทูตรัสเซีย 35 คนออกจากประเทศ รัฐบาลรัสเซียก็ขับเจ้าหน้าที่ทูตสหรัฐ 35 คนเป็นการตอบโต้ในทันทีทันใด

ขณะที่ล่าสุดที่รัฐบาลลอนดอนขับเจ้าหน้าที่ทูตรัสเซีย 23 คนออกจากประเทศ รัฐบาลมอสโกก็ไม่รอช้า ไล่เจ้าหน้าที่ทูตอังกฤษ 23 คนออกแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน

“นั่นหมายความว่า ยิ่งมีสายลับรัสเซียถูกสหรัฐไล่กลับบ้านมากเท่าไร สายลับสหรัฐในรัสเซียก็ถูกไล่กลับบ้านมากเท่านั้น” คอสต้าระบุ

จอห์น ชินด์เลอร์ อดีตเจ้าหน้าที่ต่อต้านข่าวกรอง และนักวิเคราะห์สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (เอ็นเอสเอ) ของสหรัฐระบุว่า นักการทูตรัสเซียทุกๆ คนที่ถูกส่งมาประจำในสหรัฐอเมริกาอย่างสถานเอกอัครราชทูตในกรุงวอชิงตัน หรือสถานกงสุลในเมืองซีแอตเติล ซึ่งสหรัฐเพิ่งสั่งปิดไปนั้น จะถูกจับตาโดยสำนักงานสืบสวนสอบสวนกลาง (เอฟบีไอ) รวมถึงเจ้าหน้าที่ต่อต้านข่าวกรองของสหรัฐตลอดเวลา

บางรายสามารถตรวจจับได้ผ่านประวัติการทำงานในอดีต การสืบค้นข้อมูลผ่านโลกออนไลน์ รวมถึงพิจารณาจากตำแหน่งที่มักมีสายลับมาประจำการอย่าง “เจ้าหน้าที่ทูตด้านความมั่นคง” “เจ้าหน้าที่ทูตด้านการเมือง” รวมไปถึง “ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสาร” ตำแหน่งซึ่งเป็นที่รู้กันว่าทำหน้าที่เก็บสัญญาณด้านข่าวกรอง อย่างเช่น การดักฟังโทรศัพท์ รวมไปถึงดักข้อมูลการสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์

ชินด์เลอร์เปิดเผยว่า มีสิ่งที่สหรัฐยึดถือปฏิบัติก็คือการไม่ส่งสายลับไปดำรงตำแหน่งด้านมนุษยชน อย่างเช่น ตำแหน่งในองค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ หรือ ยูเอสเอด รวมถึงหน่วยสันติภาพสหรัฐอเมริกาในประเทศต่างๆ

แองเกลา สเต็นต์ อาจารย์มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ อดีตผู้เชี่ยวชาญด้านรัสเซีย ประจำคณะกรรมการข่าวกรองแห่งชาติของรัฐบาลสหรัฐ ระบุว่า ในยุคสงครามเย็นหลายเมืองทั่วโลกไม่เว้นแม้แต่กรุงเทพมหานคร เคยเป็นเวทีของปฏิบัติการจารกรรมของสายลับภายใต้หน้ากากนักการทูตของชาติที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ทว่าแม้ปัจจุบันปฏิบัติการจารกรรมจะลดระดับลง แต่ก็ไม่เคยหมดสิ้นไป และเวลานี้ก็ดูเหมือนจะเข้มข้นขึ้นอีกครั้ง

การจารกรรมข้อมูลผ่านสายลับหลังฉากระหว่างประเทศมหาอำนาจจะยังคงดำเนินต่อไป ขณะที่หน้าฉากสวยหรูทางการทูตจะสามารถก้าวผ่านวิกฤตซึ่ง “รัสเซีย” ตกเป็นผู้ร้ายได้หรือไม่ ต้องติดตาม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *